ประวัติและบรรพบุรุษของแมว

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 

ประวัติและบรรพบุรุษของแมว

                สำหรับแมวนั้นกว่าจะเป็นแมวทุกวันนี้มีความเป็นที่ยาวนานมาก  และมีการเลี้ยงแมวที่หลายพันปีมาแล้วไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมไปทุกที่  ไม่ว่าจะเลี้ยงไว้เพื่อสาเหตุใดนั้น  แมวก็ยังเป็นสัตว์ที่แสนน่ารัก  น่าเอ็นดู  ในสายตาหลายๆคนนั้นเอง  แมวอาจจะเริ่มต้นด้วยการนิยมเลี้ยงจากชนชั้นสูง  ไม่ว่าจะเป็นในหรือว่าต่างประเทศเองก็ตาม แล้วเพรากระจายไปทุกชนชั้นในปัจจุบัน

                มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าแมวมีบรรพบุรุษเกิดขึ้นเมื่อ 50 ล้านปีก่อน  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและกินเนื้อเป็นอาหาร  เป็นบรรพบุรุษเดียวกับพวกสุนัขหรือว่าอีเห็นนั้นเอง  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่าสัตว์นั้นก็คือ “ไมอะคิช ” (Miacis) เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ มีลำตัวและหางยาวคล้ายแมวซึ่งได้สูญพันธุ์ไปแล้ว  ซึ่งได้มีการวิวัฒนาการใน  10 ล้านปีต่อมามีสัตว์อีกชนิดที่คล้ายแมวก็คือ  Dinistis  มีความใกล้เคียงกันมาก มีความใกล้เคียงกับ เสือไซบีเรียนด้วย  และต่อมาก็กลายเป็น สามารถหากินได้ทั้งต้นไม้และพื้นดิน  มีลักษณะคล้ายกับแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าแมวบ้านในปัจจุบัน  ฟันมีขนาดใหญ่เท่าสุนัข  ซึ่งเกิดจากวิวัฒนาการมากว่า 1 ล้านปีจาก Dinistis  มีฟันเหลือสุนัขและเสือ  ปัจจุบันนั้นมีลักษณะที่แมวป่านั้นยังมีให้เห็นจะอาศัยอยู่ในป่า  และยังมีสายพันธุ์ที่ นำมาเลี้ยงในบ้านก็คือแมวป่าสายเสือ หรือ แมวป่า ocelots หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า pygmy leopard สามารถพบได้ในแถบ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และ เม็กซิโก เจ้าแมวป่านี้มันมีรูปร่างเหมือนแมวบ้านทั่วๆไปทุกอย่าง ต่างกันที่ผิวหนังที่เป็นลานคล้ายกับ เสือจากัวร์ และ เสือดาว  และหน้ายาวกว่า กระหม่อนก็จะแบน  โหนกไม่สูงมาก  สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นลวดลายและสีได้หลากหลาย  มีรูปร่าง เพรียว  หน้าแหลม  ตาคม คล้ายเสือโดยเฉพาะเวลาเดิน

                แมวที่มีสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีข้อสันนิฐานว่าเป็น  สายพันธุ์จากแมวไทยที่หลงเหลืออยู่  แต่เดิมนั้นมีทั้งหมด สามสายพันธุ์คือ  แมวอบิสซีเนีย  แมวอียิปต์  และแมวไทย  ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์ได้หายสาบสูญไปแล้ว สำหรับแมวที่อินเดียนั้นจะมีช่วงความยาวของลำตัวที่ยาวมาก 60 เชนติเมตร – 2 ฟุต  สำหรับแมวที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้ 36 ชนิด  ตามที่ระบุและหลักฐานนั้นแมวได้อยู่ร่วมกับมนุษย์เมื่อประมาณ 2 หมื่นปีมาแล้ว  และมนุษย์นำมาเลี้ยงเป็นแมวบ้านได้ประมาณ 4 พันกว่าปีนี่เอง

                ย้อนรอยไปประมาณ 4 พันปีก่อนในยุคของอียิปต์โบราณ  ของชาวไอยคุปต์โบราณ   ในหุบเขาไนล์ ในสมัยนั้นแมวก็ยังเป็นแมวป่าไม่มีแมวบ้าน  ผู้คนแถวนั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ม้า พะ แกะ โค  และมีการทำไร่นาขนาดใหญ่  เมื่อถึงฤดูกับเกี่ยวจะมีเก็บไว้ในยุงฉางไว้จำนวนมาก  แต่ก็มีศัตรูพืชที่สำคัญนั้นก็คือหนู  ที่คอยมันกัดกินพืชผลที่เก็บไว้เสียหายหมดมินำซ้ำยังนำพาเชื้อโรคต่างๆ  อย่างเช่น กาฬโรค และอื่นๆ  ทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมากไม่มีวิธีใดที่จะเข้ามาแก้ไขได้เลย  เมื่อนั้นเองแมวป่าในช่วงนั้นก็ได้เข้ามาใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น  แมวได้มาช่วยกำจังหนูที่เป็นปัญหาสำคัญในตอนนั้น  และผู้คนก็ได้เห็นความสำคัญของแมวที่ได้กำจัดหนู  เนื่องจากแมวมีการปรับสภาพได้ดีจึงมาอยู่ร่วมกับมนุษย์  และมนุษย์เองมีการให้อาหารกับแมว  แมวจึงไม่ต้องหาอาหารอยู่ในป่าและรู้สึกว่าปลอดภัยจากการถูกล่าในป่าด้วย  และในเวลาต่อมาก็มีการเลี้ยงแมวเพิ่มมากขึ้น  จนกลายเป็นแมวบ้าน  มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปและนิสัยก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน  จะมีความคุ้นเคยกับคนมากขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นขนสีของขน  และอื่นๆ

                จนในที่สุดชาวไอยคุปต์ก็ได้นำแมวเป็นเทพเจ้า  และได้มีการจัดฉลองงานเทพเจ้าแมว  เรียกว่า พาชต์  โดยทำในโบสถ์  มีทั้งภายวาดแกะสลักรูปปั้นของเทพเจ้าแมวประดิษฐานอยู่บนแท่น  ตามรูปลักษณะนั้นเทพเจ้าจะเป็นรูปร่างกายเป็นผู้หญิงแต่ที่หัวจะเป็นแมว  เรียกว่า  จันทราเทพี  เป็นผู้ที่นำแสงสว่างมาให้กับมวลมนุษย์  บางตำลาบอกว่าเป็น  “เทวีบัสเตด”  เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก  เมื่อแมวตายมีการทำมัมมี่ไว้เหมือนคน  ที่สำคัญได้ค้นพบซากแมวที่ห่อเป็นมัมมี่ไว้จำนวนมาก  บ่งบอกถึงความเคราพรแมวเป็นอย่างยิ่ง

                ในยุคนั้นมีการออกกฎหมายต่างๆมากมายเกี่ยวกับแมวไว้  อย่างเช่น  กำหนดโทษสำหรับผู้ที่ฆ่าแมวต้องมีโทษ  ห้ามนำแมวออกนอกประเทศหากนำออกต้องนำกลับมาด้วย  ถ้าแมวตายในครอบครัวจะต้องไว้ทุกข์ด้วยการโกนคิ้วและให้ทำมัมมี่เหมือนคน 

                สำหรับการเผยแพร่ไปยังประเทศอื่นๆ  นั้นมีหลายข้อสันนิฐานด้วย  เนื่องจากมีกฎหมายว่าห้ามออกนอกประเทศ  มีบางส่วนบอกว่ามีการเลี้ยงไว้ไว้เพื่อจับหนูที่เรือขนส่งสิ้นค้า  หรือว่ามีการลับลอบไปยังประเทศอื่น  และทำให้แมวมีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ  ทั่วโลกด้วยการแพร่พันธุ์ที่ง่ายจึงทำให้มีแมวจำนวนมากขึ้น  ซึ่งในตอนนั้นเองได้ให้กับชาวโรมันเป้นกลุ่มแรกและได้มีการกระจายไปยังที่ต่างๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และในยุคกลางมีการฆ่าแมวขึ้นเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากมี่ความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่ไม่ดี  แม่มดจำแลงกลายมา  เป็นแมวปีศาจบ้าง  เพราะว่าแม่หากินตอนกลางคืนจึงมีความเชื่อมโยงกับเวทมนต์  จึงทำให้แมวลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ  และได้นำไปแทบเอเชีย  ซึ่งทางประเทศไทยเอง  บาหลี  หิมาลัย เป็นต้น

                สำหรับแมวไทยนั้นไม่มีผู้ใดทราบเลยว่ามาได้อย่างไรเพียงสันนิฐานว่าแมวนั้นได้มากับเรือขนส่งสินค้ามายังประเทศไทย  ซึ่งเดิมนั้นแมวของประเทศไทยเลี้ยงไว้เพื่อป้องกันขโมยมากกว่าการจับหนู และมีการเลี้ยงไว้เฉพาะขุนนางและชนชั้นสูง  และมีลักษณะที่คล้ายกับแมวอียิปต์มาก  ซึ่งมีความคิดเห็นว่าเป็นแมวที่รับมาโยตรงผ่านทางเรือ

คอมเมนต์  

 
Sasimapron
0 #1 Sasimapron ๒๕๕๖-๑๑-๒๐ ๑๐:๔๓
มันคงดูลายตาและ งงเกินไปนะค่ะ
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช